วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ล้อแม็ก ทำไมต้องใส่ใจเรื่องความเบา?





รถยนต์รุ่นท็อปเดี๋ยวนี้เป็นล็อแม็กกันหมดแล้ว เว้นแต่รถรุ่นล่างสุดที่มักจะเป็นล้อกะทะ ใครที่มีเงินก้อนอยากจะแต่งรถก็มักจะนึกถึงการเปลี่ยนแม็กก่อน "ล้อแม็ก" เป็นอุปกรณ์ประดับยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับแรกๆ ของคนที่จะแต่งรถ หลายคนเล็งแม็กไว้ก่อนจะได้รถซะอีก

ไม่ว่าจะเปลี่ยนเพื่อการใช้งาน หรือความสวยงาม อยากแต่งซิ่ง หรือใส่เท่ๆ เวลาเลือกล้อแม็กสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือเรื่อง "ความเบา" เคยสงสัยไหมว่าทำไม? ล้อแม็กที่มุ่งเน้นเรื่องความเบานั้นแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นที่ต้องการของนักแข่งรถ เพราะน้ำหนักที่เกิดขึ้นกับรถนั้นมีผลกับเวลาและความเร็วต่อรอบในการแข่งขัน อิทธิพลนั้นส่งผลมาถึงผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถ ให้พยายามที่จะเลือกและหาล้อแม็กที่มีความเบา








ล้อแม็กเบานั้นมีผลดีอย่างไร?
ล้อแม็กมีน้ำหนักเบากว่าล้อกะทะหรือล้อเหล็ก น้ำหนักที่เบานั้นส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ คือ รถมีการตอบสนองต่อคำสั่งได้ดีและฉับไวขึ้น ทั้งด้านอัตราเร่ง การเบรก เสถียรภาพในการเข้าโค้ง ความเบาของล็อแม็กนั้นสัมพันธ์กับน้ำหนักของรถ สำหรับรถขนาดใหญ่น้ำหนักมากอาจจะไม่เห็นผลเรื่องของสมรรถนะช่วงล่างเท่าไหร่ แต่สำหรับรถขนาดเล็กแล้วน้ำหนักที่ลดลงไปของล้อและองค์ประกอบของช่วงล่างทั้งหมดจะส่งผลโดยตรงกับการตอบสนองของช่วงล่างและการควบคุมบังคับ ช่วงล่างจะทำงานได้ฉับไว ควบคุมได้ฉับไว และวิ่งได้นิ่มนวลกว่า นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการประหยัดเชื้อเพลิงได้ด้วย




ล้อแม็กก็เปรียบเสมือนรองเท้า รองเท้ายิ่งเบา ก็ยิ่งเดินสบาย ส่วนรองเท้าที่หนักเวลาเราเดินหรือวิ่งจะรู้สึกลำบาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญคือความแข็งแรง แม้ล้อแม็กนั้นจะมีน้ำหนักเบาแต่ต้องแน่ใจว่าความแข็งแรงนั้นจะไม่ลดลงไปด้วย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ อีกทั้งความเบานั้นต้องสัมพันธ์กับขนาดของเครื่องยนต์ เช่น รถขนาดใหญ่ถ้าใส่แม็กเบาเกินไปก็จะทำให้สมรรถนะในการขับขี่ไม่มั่นคงนัก


ท่านสามารถติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ 

หรือตลาดรถมือสองได้ที่ www.ubonauto.com

และทางเฟสบุ๊คได้ที่ อุบลออโต้ แฟนเพจ

















วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทำไม ? ยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ!







สาเหตุที่ยางรถยนต์ต้องเป็น สีดำ นั้นก็คือ ในกระบวนการผลิต โรงงานผลิตยางรถยนต์จะเติมสาร"คาร์บอนแบล็ก" (Carbon Black) ลงไปผสมกับเนื้อยาง โดยคาร์บอนแบล็กไม่ใช่คาร์บอนในรูปทั่วๆ ไป เหมือนถ่านหุงข้าวหรือไส้ดินสอกด แต่คาร์บอนแบล็กนี้ได้มาจากกระบวนการเผากากสารเคมีที่เหลือจากโรงงานผลิตปิโตรเลียมถึงจะเห็นว่าเป็นของเหลือใช้อย่างงี้ แต่โทษทีมันมีประโยชน์อย่างยิ่งกับการผลิตยางรถยนต์นะครับผม โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นดอกยาง ที่มีคาร์บอนแบล็กเป็นองค์ประกอบถึง 25%




ที่ยางต้องเป็นสีดำปิ๊ดปี๋อย่างงั้นก็เพราะมันต้องเผชิญกับสภาพที่โหดร้ายสารพัด ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีกับพื้นถนนไม่รู้ว่ากี่หมื่นกิโลเมตรตลอดอายุการใช้งาน ไหนจะต้องเจอกับแสงแดดขณะจอดไว้กลางแจ้ง ซึ่งเจ้าคาร์บอนแบล็กนี่แหละที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับยางเหล่านี้ ด้วยคุณสมบัติพิเศษของมันในการกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนนไม่ให้เกิดความร้อน ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป เมื่อความร้อนกระจายไปทั่วเนื้อยาง และค่อยๆ ปล่อยออกสู่อากาศภายนอก เนื้อยางก็จะทนทานนานปี ถึงตรงนี้เราคงรู้กันแล้วว่าทำไมยางรถยนต์ต้องเป็นสีดำ ไม่ใช่เพราะผู้ผลิตไม่คิดสร้างสรรค์ให้หลากหลาย แต่เป็นเพราะคิดมาแล้วว่ายางสีดำนี่แหละ สวย แกร่ง ทนทาน ปลอดภัย ต่อตัวรถและตัวคุณที่สุดแล้วต่างหาก...

ท่านสามารถติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ 

หรือตลาดรถมือสองได้ที่ www.ubonauto.com

และทางเฟสบุ๊คได้ที่ อุบลออโต้ แฟนเพจ

10 อันดับเมืองที่มีรถติดที่สุดในโลก





สำหรับ 10 อันดับเมืองที่มีรถติดที่สุดในโลกประกอบด้วย

มอสโก รัสเซีย: 74%

อิสตันบุล ตุรกี: 62%

ริโอ เดอ จาไนโร บราซิล: 55%

เม็กซิโก ซิตี้ เม็กซิโก: 54%

เซาเปาโล บราซิล: 46%

ปาแลร์โม อิตาลี: 39%

วอร์ซอร์ โปแลนด์: 39%

โรม อิตาลี: 37%

ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา: 36%

ดับลิน ไอร์แลนด์: 35%


อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเมืองใหญ่ในเอเชียที่ขึ้นชื่อในเรื่องการจราจรคับคั่งกลับไม่ติดโผเลย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียและกรุงปักกิ่งของจีน


ด้าน Harold Goddijn ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TomTom ให้ความเห็นว่า “การแก้ปัญหาการจราจรด้วยการสร้างถนนใหม่หรือขยายถนนนั้นไม่ใช่ทางออกที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องหาหนทางแก้ไขด้านอื่น อย่างการเพิ่มระบบขนส่งมวลชน”



ท่านสามารถติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ หรือตลาดรถมือสองได้ที่ www.ubonauto.com
และทางเฟสบุ๊คได้ที่ อุบลออโต้ แฟนเพจ

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รู้ทันพนักงานเคลมประกันรถยนต์











ผู้ใช้รถยนต์ที่ทำประกันภัยรถยนต์ คงไม่อยากเจอกับพนักงานเคลมของบริษัทฯประกันภัย เป็นแน่แท้ เพราะถ้าเจอแล้วบางท่านอาจไม่ทราบว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร


พนักงานเคลมจะแบ่งลักษณะการเกิดเหตุ หลักๆดังนี้

1.เคลมแห้ง หมายถึง เคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว เพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น แผลขูดขีด เป็นต้น
2.เคลมสด หมายถึง เคลมที่รถชนกันสดๆ และยังมีผู้เสียหายในเหตุการณ์รออยู่
3.เคลมเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่จะเกิดขึ้นสดๆหรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากเพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้ นานมาแล้วเป็นอาทิตย์เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น
โดยทั่วไปแล้ว เรื่องที่จะมีปัญหาก็คือ แจ้งเคลมแห้ง เพราะในสัญญาประกันภัย ได้ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุไม่ทราบคู่กรณี ท่านก็จะต้องถูกเก็บค่าเงื่อนไขไม่ทราบคู่กรณี
ฉะนั้นเวลารถฯของท่านเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามท่านจะต้องโทรศัพท์ แจ้งเหตุไปที่บริษัทฯประกันในทันทีและต้อง ขอหมายเลขรับแจ้งและชื่อสกุลของพนักงานรับแจ้ง ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง เพราะพนักงานรับแจ้งเหตุ นั้นจะช่วยแนะนำท่าน ในสิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปเช่น ถูกชนแล้วหลบหนีไปต่อหน้าต่อตาจะทำอย่างไร ทะเบียนรถที่ชนก็จำไม่ได้อีกซะเลย เป็นต้น
สิ่งสำคัญหากขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของเราเป็นฝ่ายถูก เราควรตรวจสอบกลับไปที่บริษัทฯประกันภัย ที่ท่านทำประกันทุกครั้งว่าตามรายงานอุบัติเหตุรถของเรา เป็นฝ่ายถูกจริงหรือไม่ ควรคุยกับระดับหัวหน้างานของบริษัทฯ นั้นๆเพราะถ้าเป็นฝ่ายถูก เราจะได้รับส่วนลดประวัติดีในปีต่อไป
ทั้งนี้พนักงานเคลมบางบริษัทฯมีจริงๆไม่กี่คน นอกนั้นจ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ แปลเป็นไทยว่า บริษัท รับสำรวจภัย ซึ่งมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับบริษัทประกันภัยต่างๆ ที่ แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ก็ไม่มีสาขา เรียกกันว่าเกิดเหตุ ที่จังหวัดนี้ก็ใช้บริการที่นี่ เป็นต้น อาจจะทำให้บริการไม่ทั่วถึงในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในช่วงเทศกาล ซึ่งต่างกับ บริษัทประกันภัยที่มีสาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุม อยู่ทุกพื้นที่การให้บริการ จะทำให้ไปถึงที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น
อีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญก็คือ จรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึง เรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนกัน และมารยาทความเอาใจใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการประกอบธุรกิจของ บริษัทประกันภัยให้มีเชื่อเสียงได้ยาวนาน บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ต่างๆ บางบริษัทฯ มีมาตราฐานราคา ค่าสำรวจ ก็จะมาตราฐานไปด้วย แต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทฯก็ต้องการลดต้นทุน หันไปใช้บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน เพราะค่าบริการถูก
เคลม ฉ้อฉล เกิดขึ้นได้กับพนักงานเคลม ที่เรียกหรือถูกฝ่ายตรงข้ามท่านเสนอให้สินบน เพื่อเขาจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งก่อนนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆควร ตรวจสอบกับผู้บริหารของบริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับฝ่ายตรวจสอบของบริษัทประกันภัยหรือผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็นผู้เอาเปรียบท่านกันแน่ บางครั้งบริษัทประกันฯ อาจเอาเปรียบท่านก็ควรเจรากันใหม่ ให้ยุติถ้าไม่ยุติหรือเห็นว่า ไม่ยุติธรรมก็ให้ติดต่อสายด่วน กรมการประกันภัยได้ ที่เบอร์ 1186






ท่านสามารถติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ หรือตลาดรถมือสองได้ที่ www.ubonauto.com


และทางเฟสบุ๊คได้ที่ อุบลออโต้ แฟนเพจ





วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคนิค 5 ข้อขับเกียร์ออโต้ให้ประหยัด

ปัจจุบันนี้ รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนมักใช้เกียร์อัตโนมัติกันทั้งนั้น เนื่องจากความง่ายและสะดวกสบายในการขับขี่ แต่เกียร์อัตโนมัติส่วนมากยังคงมีอัตราสิ้นเปลืองด้อยกว่าเกียร์ธรรมดา เราจึงมาแนะนำ 5 เทคนิคขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติให้ประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆกัน รับรองว่าถ้าปฏิบัติได้ตามนี้รถของคุณจะประหยัดขึ้นอย่างแน่นอน



1. ออกตัวเบาๆไม่ต้องรีบ

เป็นที่รู้กันว่าการจราจรในกรุงเทพมหานคร ไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ความเร็วเท่าใดนัก พ้นไฟแดงหนึ่งก็ไปติดอีกไฟแดงหนึ่งอยู่ดี ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง เนื่องจากเกียร์ออโต้จะค่อยๆเปลี่ยนอัตราทดตามรอบเครื่องยนต์อยู่แล้ว การฝึกแตะคันเร่งเบาๆจะช่วยให้ประหยัดขึ้นได้มาก สังเกตได้จากเกียร์เปลี่ยนอัตราทดที่รอบต่ำเท่าไหร่ ก็จะประหยัดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

2. ขยับนิดหน่อย Walking Speed ก็พอ

หากขับขี่ท่ามกลางสภาวะจราจรที่ติดขัดนั้น หากรถสามารถเคลื่อนตัวได้ทีละนิดๆ ก็ใช้วิธีปล่อยเบรคให้รถค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆก็พอ โดยปกติความเร็วเมื่อปล่อยเบรค (ขณะใส่เกียร์ D) จะค่อยๆขึ้นไปแตะระดับ 10 กม./ชม.ได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องเหยียบคันเร่งก็ไม่ต้องเหยียบ ประหยัดได้อีกเยอะ

3. หลีกเลี่ยงการคิกดาวน์

การคิกดาวน์ คือ การเหยียบคันเร่งให้หนักขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้ลดระดับเกียร์ลงมา ซึ่งจำเป็นกับการเร่งแซงเพื่อให้หนีพ้นสถานการณ์คับขัน แต่การขับขี่ตามจราจรปกติมักไม่ต้องการอัตราเร่งขนาดนั้น ฉะนั้นผู้ขับจึงควรหลีกเลี่ยงการคิกดาวน์พร่ำเพรื่อบ่อยๆ เพราะเท่ากับเป็นการซดน้ำมันอย่างมากเลยทีเดียว

4. เบรคน้อยลง ประหยัดขึ้นเยอะ

การเหยียบเบรคนั้น อาจไม่มีผลโดยตรงต่อการกินน้ำมัน แต่หากเราชะลอความเร็วลงแล้ว ก็คงจำเป็นจะต้องเติมคันเร่งเพื่อให้รถกลับไปยังความเร็วปกติอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการกินน้ำมัน ทางที่ดีจึงควรค่อยๆขับไปตามสภาพการจราจรดีกว่า การเว้นระยะคันหน้าอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยลดการเหยียบเบรคได้เป็นอย่างดี แถมยังลดความใจร้อนของผู้ขับได้อีกด้วย ไม่เชื่อลองดูสิ!

5. เกียร์ออโต้ไม่ได้มีแค่ P R N D นะ

แม้ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ แต่ผู้ขับก็ยังควรเลือกตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานขณะนั้น โดยเกียร์อัตโนมัติในปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ +, - หรือตัวเลข 3-2-1 หรือตัวอักษร S, L ตามแต่

ผู้ผลิตจะกำหนดมา ซึ่งตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างมากเมื่อยามขับรถขึ้นเนินหรือลงเนิน รวมไปถึงการช่วยชะลอความเร็ว ทางที่ดีผู้ขับจึงควรศึกษาคู่มือการใช้รถเพื่อให้ตำแหน่งเกียร์เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ เช่น การใช้ตำแหน่งเกียร์ L ในการขับรถขึ้นเขา จะทำให้ตัวรถมีกำลังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นด้วย

คำแนะนำที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้น จะเห็นได้ว่าการขับขี่รถยนต์ให้ประหยัดขึ้น ต้องอาศัยการขับขี่ที่ไม่รีบร้อน ใช้ความเร็วช้าลง ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจำเป็นต้องฝึกให้ชิน ซึ่งหากเราไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนเดินทางขนาดนั้นแล้วล่ะก็ คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งยังเป็นการช่วยถนอมเครื่องยนต์และเกียร์ได้อย่างดีอีกด้วย

ติดตามข่าวสารตลาดรถยนต์ มือสองของคนอุบล ได้ที่นี่  www.ubonauto.com
อุบลออโต้ศูนย์รวมรถมือสองคุณภาพ ในอุบลราชธานี


นิสสัน จู๊ค ฉีกกรอบความแรงสุดเร้าใจ  ทดสอบขับ Nissan Juke-R และ Juke NISMO RS ครั้งแรกในเอเชีย



บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่ตื่นเต้นเร้าใจ เปิดประสบการณ์ความแรงเหนือจินตนาการของรถยนต์นิสสัน จู๊ค ให้สื่อมวลชนและแฟนคลับได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในเอเชีย จัดเต็มดีกรีความเร้าใจพุ่งทะลุปรอทด้วย Nissan Juke-R ซูเปอร์คาร์นำเข้าจากยุโรป ดุดันด้วยขุมพลัง 560 แรงม้า (พีเอส) ของเครื่องยนต์ GT-R และ Nissan Juke NISMO RS เต็มอารมณ์สปอร์ตในสไตล์ที่แตกต่าง ขับสนุกมั่นใจด้วยสมรรถนะ 215 แรงม้า (bhp)



มร. ฮิโรยูกิ โยชิโมโตะ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า“นับตั้งแต่ นิสสัน จู๊ค ได้เปิดตัวขึ้นเมื่อปี 2553 ก็ได้สร้างยอดขายรวมทั่วโลกไม่น้อยกว่า 730,000 คัน โดยมีการผลิตที่ประเทศอินโดนีเซีย อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อจำหน่ายทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ นิสสัน จู๊ค ยังมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหลากหลายด้าน อาทิ สุดยอดรถคอมแพค โดย J.D. Power Asia Pacific”

สำหรับ Juke NISMO RS ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตโดยเพิ่มสมรรถนะให้รถมีกำลังสูงสุดถึง 218 แรงม้า (พีเอส) ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ เบนซินไดเร็คอินเจ็คชั่น ขนาด 1.6 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว รหัส MR16DDT ให้แรงบิดสูงสุดที่ 284 นิวตัน-เมตร ที่ 3600 - 4800 รอบ/นาที มั่นใจในสมรรถนะการเกาะถนนด้วยระบบกันสะเทือนที่ได้รับการปรับจูนเป็นพิเศษโดย NISMO ทั้งระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลังแบบคานบิดพร้อมคอยล์สปริง พร้อมระบบดิสก์เบรกที่ใหญ่ขึ้น เติมเต็มความเท่ด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ติดตามข่าวสารวงการยานยนต์ รวดเร็วทันใจได้ทาง  facebook  >>อุบลออโต้คลับ
หรือได้ที่เว็บไซต์ อุบลออโต้ www.ubonauto.com
อุบลออโต้คลับ